.เหตุการณ์สำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา

✍ ตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านเข้าสู่ช่วงพักฐาน หลังปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน ก.ค. โดย Dow Jones ปรับฐานไป -0.45% S&P500 -0.14% DAX -0.55% FTSE100 -0.15% Euro STOXX50 -0.83% ขณะที่ฝั่งเอเชีย Nikkei 225 +0.30% BSE Sensex -0.17% Hang Seng -0.46% และ SET Index -0.69%

✍ สหรัฐฯประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญออกมาได้แก่
– ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. ออกมาเพิ่มขึ้น 0.1% (MoM) ต่ำกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนเงินเฟ้อสหรัฐฯเร่งตัวได้ต่ำกว่าคาด
– ตัวเลขขออนุญาตสร้างบ้าน (Building permits) เดือนก.ค.ประกาศออกมาเพิ่มขึ้น 1.152 ล้านหลังซึ่งต่ำกว่าตลาดคาด
– ตัวเลขบ้านเริ่มสร้าง (Housing starts) เดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 1.211 ล้านหลัง สูงกว่าคาด

ประกอบกับ สะท้อนว่าเฟดน่าจะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยได้ไวนัก ซึ่งน่าจะยังเป็นปัจจัยบวกกับหุ้น Emerging markets และราคาทองคำต่อไป

Fed Future

รูปที่ 2 : Fed Fund Futures โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. 2016
แหล่งที่มาข้อมูล : CME Group

✍ หากพิจารณา Fed fund rate futures ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ตลาดให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปรในเดือน ธ.ค. 2559 นี้ พุ่งสุงขึ้นมาอยู่ที่  46.2% ซึ่งโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลัง การเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีเสียงของคณะกรรมการ FOMC ที่ต่างกันในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนว่าตลาดเชื่อว่าหากสถานการณ์ตลาดทุนโลกยังผันผวนเช่นนี้ Fed มีโอกาสสูงที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือ อย่างมากอาจจะปรับขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เรามองว่า หากเฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยจริง น่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Emerging markets เช่น อินเดีย ไทย และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำ เหมือนมุมมองเดิม

✍ ญี่ปุ่นรายงาน GDP ไตรมาสที่ 2 เติบโต 0% (QoQ) และ 0.2% (YoY) ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 0.2% (QoQ) และ 0.7% (YoY) แต่ตลาดหุ้นกลับไม่ตอบรับในเชิงลบ เนื่องจากมีการคาดหวังมาตรการอัดฉีดเมโเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งนี้ นี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่ค่าเงินเยนแข็งค่า สวนทางกับการที่ตลาดหุ้น Nikkei 225 สามารถปรับตัวขึ้นได้

61f636d9-d373-4982-8e99-26b84ddb83da

รูปที่ 3 : ค่าเงินเยน VS ตลาดหุ้น Nikkei 225 ในช่วงก่อนและหลังการประชุม BOJ ครั้งล่าสุด
แหล่งที่มาข้อมูล : Bloomberg

✍ ตลาดหุ้นจีนเป็นตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีกระแสข่าวทางการจีนจะเชื่อมโยงตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นและฮ่องกงเข้าด้วยกัน ซึ่งน่าจะช่วยทำให้มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นจีนกลับมาฟื้นตัวได้คล้ายการเชื่อมโยงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงในช่วงปลายปี 2014 อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นจีนเริ่มกลับมามีความน่าสนใจจากตัวเลขอัตราส่วน NPL ratio ที่เริ่มทรงตัวในไตรมาสที่ 2 ที่ 1.75% นับเป็นการทรงตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

cafe

รูปที่ 4 : ตัวเลขอัตราส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ของจีน ย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูลเป็นรายไตรมาส)
แหล่งที่มาข้อมูล : Bloomberg

✍ สำหรับ เศรษฐกิจไทย ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา สศช.ประกาศตัวเลข GDP ไทยไตรมาสที่ 2 เติบโต 3.5% (YoY) ดีกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ ครึ่งปีแรก กำไรบริษัทจดทะเบียนไทย อยู่ที่ 4.79 แสนล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้น 6.13% จากงวดเดียวกันปีก่อน สะท้อนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแแข็งแกร่ง

ถึงแม้ภาพรวม ยอดขายจะลดลง แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงเร็วกว่า ก็ทำให้กำไรยังขยายตัวได้ดี โดยหลักๆ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น มาจาก ภาคการบริการและอุปโภคบริโภค คือ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดเหล็ก หมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค เรามองว่า Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ และทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปเทรดในกรอบ 1,550 – 1,600 จุด ได้ใน 3-6 เดือนข้างหน้า

fe41e779-31c9-424a-bc5c-bfb9362a6b48

รูปที่ 5 : การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย เปรียบเทียบกับค่าเงินบาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ (นับตั้งแต่ต้นปี)
แหล่งที่มาข้อมูล : Bloomberg

✍ ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์นี้มาที่ระดับ $1,348.09 แต่ตรงกันข้ามกับ ราคาน้ำมัน ที่สามารถฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ WTI ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ $48.52 ต่อบาร์เรล นับเป็นจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือน หลังมีกระแสความคาดหวังว่ากลุ่ม OPEC จะคงกำลังการผลิตน้ำมัน ประกอบกับตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯประจำสัปดาห์ลดลงถึง 2.0508 ล้านบาร์เรล ลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.522 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทอง โดยคาดว่า จะสามารถขึ้นไปทดสอบ $1,400 จุด ได้ใน 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันจะแกว่งในกรอบ $40 – $55

✍ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น เราแนะนำให้ระมัดระวังการเข้าลงทุนในทองคำระยะสั้น เนื่องจาก มีเงินลงทุนไหลออกจากกองทุนทองคำ ETF มากสุดนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งน่าจะมีจากการ Take Profit ระยะสั้น หลังราคาทองไม่สามารถผ่านแนวต้าน $1,370 ได้ในช่วงสั้น และใกล้ช่วงเวลาที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยขึ้นไปทุกที

0486e77f-2812-4ff5-8c6c-f65b77bbcd8f

รูปที่ 6 : ยอดซื้อขายสุทธิของนักลงทุนในกองทุน Gold ETF (นับตั้งแต่ต้นปี)
แหล่งที่มาข้อมูล : Bloomberg

กลยุทธ์สำหรับสัปดาห์นี้

✍ เรามีคำแนะนำเพิ่มเติมแบบ Tactical Call หรือ กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นโดยให้ปรับลดสัดส่วนกองทุนประเภท Long/Short ลง 5% แล้วเพิ่มสัดส่วนหุ้นจีนเป็น 5% ผ่านกองทุน UOBSGC เพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรระยะสั้น หลังปัจจัยทางเศรษฐกิจจีนเริ่มกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้นและภาพทางเทคนิคหุ้นจีนสนับสนุนการฟื้นตัว

✍ ระยะยาว เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging markets เช่น อินเดียและไทย แนะนำทยอยสะสมเพิ่มให้ใกล้เคียงกับ Global Absolute Portfolio Model

สำหรับประเด็นที่น่าติดตามประจำสัปดาห์ได้แก่

✍ วันจันทร์ที่ 22 ส.ค. 59
– ไม่มีประเด็นที่สำคัญ

✍ วันอังคารที่ 23 ส.ค. 59
– นายคุโรดะ ผู้ว่า BoJ จะกล่าวคำปราศรัย
– ยูโรโซนจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่
– Manufacturing PMI เดือนส.ค. โดยตลาดคาดการณ์ที่ 52
– Services PMI เดือนส.ค. โดยตลาดคาดการณ์ที่ 52.8
– Markit composite PMI เดือนส.ค. โดยตลาดคาดการณ์ที่ 53.2
– สหรัฐฯจะประกาศตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ (new home sales) เดือนก.ค. ซึ่งตลาดคาดการณ์เพิ่มขึ้น 580,000 หลังชะลอตัวลงจากเดือนก่อน

✍ วันพุธที่ 24 ส.ค. 59
– เยอรมนีจะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 โดยตลาดคาดการณ์เติบโต 0.4% (QoQ) และ 3.1% (YoY)
– สหรัฐฯจะมีการประกาศตัวเลข Manufacturing PMI เดือนส.ค. โดยตลาดคาดการณ์อยู่ที่ 52.7 ส่วนตัวเลขยอดขายบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว (Existing home sales) เดือนก.ค. ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.53 ล้านหลัง และมีการประกาศสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯประจำสัปดาห์

✍ วันพฤหัสบดีที่ 25 ส.ค. 59
– เยอรมนีจะมีการประกาศตัวเลข German Ifo Business Climate Index เดือนส.ค.
– สหรัฐฯจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable goods order) เดือนก.ค. โดยตลาดคาดการณ์จะเติบโต 3.5% (MoM) และประกาศตัวเลข Services PMI เดือนส.ค. ซึ่งตลาดคาดที่ 52

✍ วันศุกร์ที่ 26 ส.ค. 59
– ญี่ปุ่นจะมีการประกาศตัวเลข National core CPI เดือนก.ค. ซึ่งคาดว่าจะ -0.4% (YoY) สะท้อนตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังชะลอตัว
– อังกฤษจะประกาศ GDP ไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดคาดการณ์จะเติบโต 2.2% (YoY) ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่สำคัญต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมของ BOE
– สหรัฐฯจะประกาศ GDP ไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดคาดการณ์จะเติบโต 1.1% (QoQ) และมีการประกาศตัวเลข Services PMI เดือนก.ค. ซึ่งตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 52.1

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solution

Comments

comments