เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

✍ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศ GDP ไตรมาสที่ 1 ปีนี้ของไทยซึ่งเติบโต 3.2% (YoY) นับเป็นการเติบโตที่ดีที่สุดในรอบ 12 ไตรมาส ส่งผลให้ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยกลับมายืนเหนือ 1,400 จุดได้อีกครั้งในระหว่างสัปดาห์ ประกอบกับได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC ที่เป็น Operator เพียงรายเดียวที่เข้าร่วมประมูล 4G คลื่น 900 MHz ทำให้นักลงทุนคลายกังวลมาในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความผันผวนรุนแรงในรอบสัปดาห์ โดย WTI มีการไต่ระดับขึ้นสูงถึง $49 ต่อบาร์เรล และปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ $48.41 ส่งผลหุ้นกลุ่มพลังงานกดดันดัชนีหุ้นไทยปลายสัปดาห์กลับมาปิดที่ระดับ 1,385.86 จุด ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาน่ากังวลอีกครั้งหากราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลงในสัปดาห์หน้า

✍ สำหรับราคาน้ำมันแนวโน้มที่ผ่านมายังมีการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสาเหตุเกิดจากไฟป่าที่แคนาดาและการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันที่ไนจีเรียส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันมีการชะงักตัวลง โดยโกลด์แมนแซคส์มีการออกบทวิเคราะห์ออกมาว่าเหตุการณ์และแนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้ภาวะน้ำมันล้นตลาดในปีนี้คลี่คลายลงและเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะขาดแคลนระยะสั้นถึงกลางซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในปี 2016 มีการปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับ $45 สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 2 และ $50 ในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามทางโกลด์แมนแซคส์ยังมีมุมมองว่าในปี 2017 น้ำมันอาจมีแนวโน้มกลับมาอยู่ในภาวะล้นตลาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปัญหาการขาดแคลนอาจเป็นเพียงปัญหาระยะสั้นในปีนี้

✍ ส่วนประเด็นที่นักลงทุนเริ่มกลับมากังวลอีกครั้งคือความกังวลว่า Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐฯจะมีแนวโน้มในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิ.ย.นี้ หลังสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC เดือนเม.ย. ซึ่งที่ประชุมพร้อมจะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวได้ดี ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯหลายตัวเองก็มีตัวเลขที่ดีขึ้นเรื่อยๆอย่างเช่นยอดตัวเลขค้าปลีกที่เพิ่งประกาศมาว่าดีกว่าคาด ส่งผลให้ USD มีการแข็งค่าเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยล่าสุด US Dollar Index ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 95.29 ส่งผลให้ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่าในระดับ 110.13 เยนต่อ USD ช่วยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ฟื้นตัวอีกครั้ง โดย Nikkei กลับมายืนบริเวณ 16,736.35 จุดได้อีกครั้ง ส่วนราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงในปลายสัปดาห์มาอยู่ในระดับ $1252.7 โดย Fed จะมีการประชุม FOMC กันอีกครั้งช่วงกลางเดือนมิ.ย. ซึ่งก็น่าจะทำให้ตลาดกลับมาสนใจประเด็นนี้กันอีกครั้งหนึ่ง

FedFundFuture

รูปที่ 1 : Fed Fund Futures แสดงโอกาสที่ FOMC Meeting จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 26.3%
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.cmegroup.com/trading/interest-rates/countdown-to-fomc.html

✍ สำหรับประเด็นที่เริ่มน่ากังวลในภาพรวมการลงทุนจะเป็นกรณีของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งก็คือ S&P500 ที่เส้นค่าเฉลี่ยราย 50 สัปดาห์เริ่มมีการตัดลงกับเส้นค่าเฉลี่ยราย 100 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการตัดลงแบบ Death Cross โดยการตัดลงดังกล่าวน้อยครั้งที่จะเกิดขึ้น โดยในรอบ 20 ปีที่ผ่านเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง คือตอนช่วงปี 2001 ในช่วง Dotcom Crisis และ ปี 2008 ในช่วง Hamburger Crisis ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯมีการปรับฐานลงแรงอีกครั้งหนึ่ง แล้วส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกกลับมาน่ากังวลอีกครั้ง ซึ่งจะการปรับฐานในรอบนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่คงต้องมาติดตามกันอีกครั้ง

SP 50100

รูปที่ 2 : กราฟรายสัปดาห์ดัชนี S&P500 เกิดสัญญาณ Sell Signal (เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ตัดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัร
แหล่งที่มาข้อมูล : BISNEWS

✍ โดยมุมมองการลงทุนล่าสุดของเรายังคงเน้นการปกป้องเงินลงทุนด้วยกลยุทธ์ Absolute return ในภาวะตลาดหุ้นเริ่มกลับมาน่ากังวลอีกครั้ง ซึ่งช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำมีการย่อตัวลง โดยเรามองเป็นโอกาสในการเริ่มทยอยสะสมลงทุนหากราคาทองคำไม่ได้ทำราคาต่ำสุดใหม่จากฐานต่ำสุดรอบก่อนที่บริเวณ $1,215 ซึ่งสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้หากตลาดหุ้นกลับมาผันผวนอีกครั้ง

✍ สำหรับการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับตัวลงเล็กน้อยสาเหตุจาก Bond yield เริ่มมีการปรับตัวขึ้นบ้าง ทำให้ NAV กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวปรับตัวลง อย่างไรก็ตามเรามองว่านักลงทุนที่ลงทุนตั้งแต่ระยะ 6-12 เดือนขึ้นไปยังไม่น่ากังวลกับประเด็นดังกล่าวมากนัก เพราะหากถือด้วยระยะเวลาดังกล่าว NAV มีแนวโน้มที่จะกลับมาสร้างผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสม ส่วนกลุ่ม Property fund & REITs ยังคงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนเนื่องจากอยู่ในภาวะการปรับฐานของราคา


สำหรับประเด็นที่น่าติดตามประจำสัปดาห์ได้แก่

✍ วันจันทร์ที่ 23 พ.ค. 59
– ญี่ปุ่นจะมีการประกาศตัวเลขดุลการค้า

✍ วันอังคารที่ 24 พ.ค. 59
– เยอรมนีจะมีการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 1 รวมถึง Manufacturing และ Services PMI เดือนพ.ค.
– ยูโรโซนจะมีการประกาศ Markit Composite, Manufacturing และ Services PMI เดือนพ.ค.
– สหรัฐฯจะมีการประกาศ Manufacturing PMI เดือนพ.ค. และตัวยอดขายบ้านใหม่เดือนเม.ย. ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 2% (MoM)

✍ วันพุธที่ 25 พ.ค. 59
– เยอรมนีจะมีการประกาศ German Ifo Business Climate Index เดือนพ.ค.
– สหรัฐฯจะมีการประกาศ Goods trade balance และตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์

✍ วันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ค. 59
– สเปนและอังกฤษจะมีการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 1
– สหรัฐฯจะมีการประกาศตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนเม.ย. ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ 0.4% (MoM) และจะมีการประกาศ Services PMI เดือนพ.ค. และยอด Pending Home Sales เดือนเม.ย.

✍ วันศุกร์ที่ 27 พ.ค. 59
– ญี่ปุ่นจะมีการประกาศ Tokyo CPI เดือนพ.ค.ซึ่งเป็นตัวสะท้อนเงินเฟ้อ โดยตลาดคาดว่าจะเติบโต -0.4% (YoY)
– สหรัฐฯจะมีการประกาศ GDP ไตรมาสที่ 1 โดยตลาดคาดการณ์ว่าเติบโตได้ 0.9% (QoQ)
– Janet Yellen ประธานเฟด จะแถลงมุมมองเศรษฐกิจที่ Harvard Business School

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solution

Comments

comments