สหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีกหนึ่งสัปดาห์ โดยบวกได้ 1.2% กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น Market Leader ได้แก่ Utilities บวกได้ +2.2% โดยพบข้อสังเกตว่า หุ้นที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศ (Global Cyclicals) สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นกลุ่ม Domestic Cyclicals ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจาก มุมมองต่อค่าเงิน USD ที่ตลาดมองว่า อาจจะอ่อนค่าในช่วงสั้น และทำให้หุ้นส่งออก ซึ่งถูกกดดันในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีแรงซื้อกลับมาโดยเชื่อว่า ผลประกอบการน่าจะดีขึ้นตามทิศทางค่าเงิน USD

Capture

รูปประกอบที่ 1 : S&P 500 Sector Performance
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

ช่วงต้นสัปดาห์เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมัน แกว่งตัวในแดนสูง หลังราคาน้ำมันทำจุดต่ำสุดไว้ที่ $26 และดีดขึ้นมาเกินกว่า 40% จากจุดต่ำสุดแล้ว ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานดีดขึ้นมาเกิน 12% จากต้นปี ถือว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดใน S&P500 ทีเดียว ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญในการลงทุนสัปดาห์นี้คือการประชุม BOJ และ FOMC Meeting ถึงแม้ตลาดจะคาดว่า โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนั้นมีน้อยมาก แต่เราเชื่อว่า เฟดจะยังไม่หยุดส่งสัญญาณว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเมื่อมีความมั่นใจในตัวเลขและสัญญาณบวกของเศรษฐกิจที่มากพอ

มุมมองการลงทุน : การปรับตัวขึ้นของราคา Commodity ทั่วโลกรอบนี้ เรายังมองว่า เป็นการปรับตัวขึ้นจากการเก็งกำไร และคาดหวังว่า ที่ประชุม OPEC และตัวแทนจาก non-OPEC จะหาข้อสรุปในการ Freeze กำลังการผลิตได้ ซึ่งเรามองว่า โอกาสเกิดนั้นยาก หากผลออกมาไม่มีข้อสรุป ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวลงสูง ดังนั้น การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกรอบนี้ยังมีความเสี่ยงรออยู่ แนะนำรอจังหวะลดพอร์ตการลงทุน


ยุโรป

ที่ประชุม ECB มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 0% และ Cut Deposit Rate -0.10% เป็น -0.40% และขยายวงเงิน QE เป็น EUR 80 Billion โดยวงเงินส่วนเพิ่มใน QE จะเปิดทางให้สามารถไปลงทุนใน ตราสารหนี้ Investment Grade ประเภทอื่นๆที่ไม่ใช่สถาบันการเงินด้วย ทั้งนี้เริ่มขยายวงเงินในเดือน เม.ย. นี้เลย และพร้อมปล่อยกู้เพิ่มผ่าน TLTROs โดยมีมุมมองต่ออนาคตดังนี้

✍ ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ระดับต่ำไปอีกซักระยะเวลาหนึ่ง
✍ GDP Growth ปี 2016 ของยูโรโซน ปรับลงจาก 1.70% เหลือ 1.40%
✍ GDP Growth ปี 2017 และปี 2018 ของยูโรโซน ปรับลงเหลือ 1.70% และ 1.80% ตามลำดับ
✍ คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2016 น่าจะลงมาอยู่ที่ 0.10% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1%
✍ คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2017 และปี 2018 อยู่ที่ 1.3% และ 1.6% (ลดลงจากประมานการณ์ครั้งก่อนเช่นกัน)

ตลาดหุ้นยุโรปค่อนข้างผันผวนหลังการประชุม สิ่งที่ ECB ทำนั้น ถือว่ามากกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลดีในเชิง Sentiment ระยะสั้นต่อตลาดหุ้น แต่เรายังไม่มั่นใจในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือ การที่ ECB ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2016 ลงเหลือเพียง 0.10% ซึ่งตีความได้ว่า ที่ประชุมมองว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการบริโภคภายในยูโรโซนเอง อาจจะยังไม่ฟื้นตัวได้ สิ่งนี้จะเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิของบริษัทในช่วงที่เหลือของปี

ECB-March

รูปประกอบที่ 2 : สรุปผลการประชุม ECB เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา
ที่มา : https://marketrealist.imgix.ne

มุมมองการลงทุน : จากความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้กำกับดูแลนโยบายการเงิน เราจึงยังคงคำแนะนำ การลงทุนในยุโรป เป็นการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ โดยจากการกระจายตัวของผลตอบแทนพบว่า ตลาดเลือกที่จะเสี่ยงแบบปลอดภัยมากขึ้น และมองเรื่อง Valuation มากกกว่าเดิม เพราะ EPS Growth มีความเสี่ยงโดยปรับลดลงใน 12 เดือนข้างหน้า


ญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแกว่งตัวในแดนลบ จากการที่ค่าเงินเยน (JPY/USD) แข็งค่า หลังนักลงทุนเริ่มไม่เชื่อมั่นในทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของ BOJ ทั้งนี้ BOJ จะมีการประชุมนโยบายการเงินในวันอังคารที่ 15 มี.ค. นี้ ตลาดคาดหวังว่า ที่ประชุมจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หรืออาจหมายรวมถึงพิจารณาลดดอกเบี้ยดอกเบี้ยติดลบมากขึ้น หลังจากที่ ECB มีมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกแย่ลง (เราคิดว่า BOJ ก็เห็นว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีความเสี่ยงขาลงเช่นกัน)

ทั้งนี้ การใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ถือว่ามีความเสี่ยง ซึ่งตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือว่าเป็นตลาดที่ Underperform ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นตัวยืนยันค่อนข้างชัดว่า นักลงทุนมีความกังวลพอสมควร การรีบาวน์ในรอบที่ผ่านมา เกิดจาก Sector Rotation โดยนักลงทุนโยกย้ายสินทรัพย์สู่ Global Cyclicals Sector ซึ่งวิ่งล้อกับราคาน้ำมันและ Commodity สิ่งนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานว่าการรีบาวน์กลับรอบนี้จะทำให้ตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น เพราะยังขาดปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญคือ มุมมองต่อผลประกอบการบริษัทที่ดีขึ้น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งมีหุ้นกลุ่ม Energy ในสัดส่วนที่น้อย จึงไม่ได้รับผลบวกจากการรีบาวน์ในสินค้าโภคภัณฑ์รอบนี้เท่าไหร่

Capture02

รูปประกอบที่ 3 : คาดการณ์ดัชนีเป้าหมาย และผลตอบแทนคาดหวังในอีก 12 เดือนข้างหน้าของดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญ
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

มุมมองการลงทุน : ความเสี่ยงในการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นสูงขึ้น แต่หากสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆในโลกปีนี้ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อนโยบายดังกล่าว แต่ผลการประชุมเมื่อช่วงเช้า ตลาดน่าจะผิดหวังกับการที่ BoJ ไม่ได้มีมาตรการใหม่ๆเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษกิจ เรามองว่า ยังขาดปัจจัยบวกระยะสั้น แนะนำรอติดตามสถานการณ์


เอเชีย

MSCI Asia Pacific ex Japan สัปดาห์ที่ผ่านมาบวกไป +1% Forward P/E เพิ่มขึ้นมาเป็น 12.5x แพงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ทั้งนี้ พบ Fund Flow ไหลเข้าเอเชียกว่า $1.5 Billion โดยเข้าไปลงทุนในเอเชียเหนือ (เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ จีน) ในสัดส่วนที่สูง คาดว่า ประเด็นน่าจะมาจากการที่ค่าเงินเยนแข็งค่า ทำให้นักลงทุนคิดว่า เป็นประโยชน์ต่อบริษัทผู้ส่งออกในเกาหลี ไต้หวัน

ทั้งนี้ สัปดาห์นี้จะมีการประชุมเฟด เราพบความสัมพันธ์บางอย่างจากการประชุม กับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเกิดใหม่ ที่น่าสนใจ กล่าวคือ หาก ที่ประชุมเฟด  ส่งสัญญาณจะใช้มาตรการแบบตึงตัว (Hawkish) หรือ ส่งสัญญาณว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ย ข้อมูลย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2013 พบว่า ตลาดหุ้นฝั่งนี้ตอบรับเชิงลบ โดยผลตอบแทนหลังจากการประชุมเฉลี่ยแล้วติดลบ -2% แต่ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลาย (Dovish) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% 1 เดือนถัดไปหลังการประชุม

EM FOMC

รูปประกอบที่ 4 : ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเกิดใหม่ หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

มุมมองการลงทุน : ยังคงคำแนะนำ ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นจีน และลดสัดส่วนการลงทุนใน H Share ไม่เกิน 5% เท่านั้น โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจพัฒนาในทางที่ดีขึ้น จากการลด RRR และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติลดลง ค่อยเป็นโอกาสในการกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง


ไทย

ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ Fund Flow จากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามา ทั้งในตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดตราสารทุน ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และดันดัชนี SET Index ขึ้นทดสอบ 1,400 จุด ได้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้เรามองว่า หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมา กระจุดตัวในบางกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ Underperform มากๆในปี 2015 ที่ผ่านมา และปัจจัยที่สนับสนุน ก็เป็นปัจจัยภายนอกแทบทั้งนั้นเลย คือ

  1. ราคาน้ำมันรีบาวน์จากจุดต่ำสุด
  2. แนวโน้มดอลล่าร์อ่อนค่า เพราะตลาดมีมุมมองว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย
  3. เงินร้อน (Hot Money) หนีดอกเบี้ยติดลบ จากทั้งฝั่งยุโรป และญี่ปุ่น
  4. ตัวเลขเศรษฐกิจจีนเริ่มสร้างฐาน ไม่ชะลอลงไปแรงอย่างในช่วงก่อนหน้า

เมื่อมองเข้าไปในลึกขึ้น เราจะพบว่า การขึ้นมาของตลาดหุ้น ไม่สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่มองว่า จะทำกำไรได้ลดลง โดยดูจากรูปประกอบที่ 5

EPS

รูปประกอบที่ 5 : ประมานการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนของตลาดหุ้นเอเชียในปี 2016
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

มุมมองการลงทุน : ตลาดหุ้นไทย วิ่งเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ 1,410 จุด โดยที่ไม่มีการปรับฐานมาก่อนหน้านี้เลย เรามีมุมมองว่า ตลาดอาจปรับฐาน โดยเกิดจากการ Sell on Fact หลังการประชุมธนาคารสำคัญของโลกในสัปดาห์นี้ โดยมีแนวรับที่ 1,367 จุด เป็นจุดเก็งกำไรในระยะสั้น แต่พอร์ตระยะยาวเราแนะนำเช่นเดิมคือ รอปรับลดสัดส่วนหุ้นไทย


 

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solutions

Important disclosures
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย บลน.อินฟินิติ  “บริษัท” ข้อมูล และบทความ รวมถึงการแสดงความเห็นทั้งหลายที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานแหล่งข้อมูลที่เปิดเผย และพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุน ซึ่งข้อมูลจากการวิเคราะห์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ลงทุน และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ บลน. เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือโดยทางอื่นใด ทั้งนี้ “บริษัท” ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาของรายงานฉบับนี้

Comments

comments