สหรัฐฯ

บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯประกาศงบมาเกิน 55% ผลออกมาไม่ถือว่าดีกว่าหรือแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์มากนัก แต่กลับกลายเป็นทำให้มุมมองกำไรสุทธิของปี 2016 ของนักวิเคราะห์ในตลาดลดลงเล็กน้อย

สัปดาห์ที่ผ่านมา S&P 500 บวกขึ้นมา 1.7% หลังได้ตัวช่วยคือ การประชุม FOMC และ BOJ ในช่วงปลายสัปดาห์ ที่ทำให้นักลงทุนคาดว่า เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังอ้างถึงปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในภาพรวม ส่งผลให้มุมมองต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน USD นั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยคือ ตลาดเชื่อว่า เมื่อชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ก็น่าจะมีผลทำให้ค่าเงิน USD ชะลอการแข็งค่าเช่นกัน และนั้นน่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้กำไรบริษัทจดทะเบียนของบริษัทในสหรัฐฯดีขึ้น

อย่างที่เราได้ประเมินไว้ใน 2 สัปดาห์ก่อนว่า buyback activity ของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนใน S&P500 จะกลับมาในช่วงเดือน ก.พ. นี้ และนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. นี้ เกินกว่า 75% ของบริษัทใน S&P500 จะรายงานผลประกอบการออกมาอีก ซึ่งหากผลการดำเนินงานยังอยู่ในทิศทางเช่นเดียวกับช่วงก่อนหน้า เรามีมุมมองว่า buyback activity จะกลับมา และเป็นปัจจัยหนุนดัชนีตลอดทั้งเดือน ก.พ.

Z Score

มุมมองการลงทุน : ระยะสั้น Sentiment จะดีขึ้น แต่ระยะยาว Consensus มีการปรับลดประมานการณ์ EPS Growth ปี 2016 ของ S&P500 ลง -2.9% โดย Healthcare Sector ปรับตัวลงมาถึง -9% จากต้นปี ถือว่าหนักที่สุดรองจาก Materials และ Financials Sector (-13%, 11% ตามลำดับ) ทำให้ Valuation ลงมาใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี เราแนะนำ หยุดการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน Healthcare Sector ลง แต่ยังคงต้องเฝ้าติดตามกำไรกลุ่มนี้ ซึ่งเพิ่งรายงานออกมาไม่ถึง 50% เท่านั้น


ยุโรป

STOXX Europe 600 บวกต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้อีก 1.9% จากการที่นักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นหลัง ECB ส่งสัญญาณพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ และบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่รายงานผลประกอบการ in-line กับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดย Consensus มีมุมมองว่า STOXX Europe 600 P/E (NTM) จะอยู่ที่ 14.2x; ขณะที่ปรับมุมมองกำไรปี 2016E ลงเหลือ EPS growth +4.1% และ +12.9%. สำหรับปี 2016E

EU

ทั้งนี้ จากตาราง Style Performance จะพบว่า หุ้นกลุ่ม Small Cap กลับมา Outperform ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตลาดกลับมาเลือกกลุ่ม Defensive Stocks และเน้น Value มากกว่าจะเป็น Growth Stocks บ่งบอกว่า ตลาดยังมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน แต่ลดความเสี่ยงโดยเลือกหุ้นที่ไม่พึ่งพิงรายได้จากต่างประเทศ และเน้น Low Beta มากขึ้น

มุมมองการลงทุน : เราจึงยังคงคำแนะนำ การลงทุนในยุโรป เป็นการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ โดยจากการกระจายตัวของผลตอบแทนพบว่า ตลาดเลือกที่จะเสี่ยงแบบปลอดภัยมากขึ้น และมองเรื่อง Valuation มากกกว่าเดิม เพราะ EPS Growth มีความเสี่ยงโดยปรับลดลงใน 12 เดือนข้างหน้า


ญี่ปุ่น

การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของเงินที่ธนาคารพาณิชย์ในญี่ปุ่นจะฝากไว้กับ BOJ จากเดิมที่ 0.1% เหลือ -0.1% (Negative Interest Rate) ดูเหมือนจะสร้างความประหลาดใจให้ตลาดพอสมควร เพราะ BOJ ไม่เคยให้ความเห็นหรือส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายเช่นนี้มาก่อน ซึ่งสาเหตุเบื่องหลัง มาจากการที่ BOJ เริ่มกังวลมากขึ้นว่า เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่น  แต่เนื่องจากวงเงิน QQE ปัจจุบัน อยู่ในปริมาณที่สูงอยู่แล้ว การเพิ่มวงเงิน QQE อาจยิ่งสร้างความผันผวนให้กับอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม หลังประกาศนโยบาย ค่าเงิน อ่อนค่าทันที มาอยู่ที่ 121 JPY/USD ส่งเป็นผลบวกต่อมุมมองการส่งออก และทำให้ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาบวกได้ถึง +4.8% ทีเดียว

QQE

มุมมองการลงทุน : บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือว่ามีการเติบโตในแง่ของ ROE ดีที่สุดในบรรดากลุ่ม Developed Markets ด้วยกัน และผลการประชุม BOJ ก็สะท้อนความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งมีผลดีต่อมุมมองของวิเคราะห์และนักลงทุน เราคงคำแนะนำลงทุนในกองทุนญี่ปุ่น ที่น้ำหนัก ไม่เกิน 15% ของพอร์ตโดยรวม


เอเชีย

ตลาดหุ้นจีนในเดือน ม.ค. ปิดลบไป -13% (H Share) และ -21% (A Share) จากความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการ์ณ เรามองว่า “Hard Landing” จะไม่เกิดกับเศรษฐกิจจีน เนื่องจากการมีเงินทุนสำรองในระดับที่สูง และมีเครื่องมือการเงิน และการคลังที่พร้อมจะปล่อยออกมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากจีนเองขาดประสบการณ์ในการสื่อสารกับตลาด จึงทำให้บางนโยบาย นักลงทุนมองว่า ไม่เป็นมิตรกับการลงทุนในระยะสั้น และอาจส่งผลกระทบต่อคู่ค้าของจีนเองทั่วเอเชีย ทำให้ตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชียปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

Capture

มุมมองการลงทุน : Goldman Sachs ได้มีการเปรียบเทียบการปรับฐานของตลาดหุ้น Hang Seng รอบนี้เทียบเคียงกับการปรับฐานหนักในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า โดยรวม ตอนนี้ ตลาดหุ้นเอเชียปรับฐานลงมาอยู่ในจุดที่ถือว่า Valuation ถูกลงพอสมควร และอาจเข้าสะสมได้หากคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว แต่เรายังคงแนะนำลงทุนในจีนเพียง 7.5% ในพอร์ตโดยรวม


ไทย

นโยบายผ่อนคลายจากธนาคารกลางทั่วโลกทั้ง ECB, BOJ เป็นตัวหนุนเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตลาดหุ้น บวกกับการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบโลก ยังคงเป็นตัวกระตุ้นสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งวันศุกร์ที่ผ่านมา 2.5 พันล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน อีก 5.39 พันล้านบาท สัปดาห์ที่แล้วทั้งสัปดาห์มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรกว่า 4.14 หมื่นล้านบาท จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าระยะสั้น สัปดาห์นี้ วันที่ 3 ก.พ. จะมีการประชุม กนง. INFINITI มีมุมมองว่า ที่ประชุมจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% เช่นเดิม แต่อาจเปิดโอกาสสำหรับการลดดอกเบี้ยอีกซักครั้งในช่วงที่เหลือของปีเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

มุมมองการลงทุน : Fund Flow ที่ไหลเข้าระยะสั้น ทำให้ SET Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นเหนือ 1,300 จุดสัปดาห์นี้ โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,340 จุด เรามองว่า เป็นจังหวะในการลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทยลง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่อง และยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจจากจีนซึ่งช่วงเวลานี้ ตลาดหุ้นในเอเชียค่อนข้างอ่อนไหวและมีความกังวลเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว


 

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solutions

Important disclosures
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย บลน.อินฟินิติ  “บริษัท” ข้อมูล และบทความ รวมถึงการแสดงความเห็นทั้งหลายที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานแหล่งข้อมูลที่เปิดเผย และพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุน ซึ่งข้อมูลจากการวิเคราะห์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ลงทุน และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ บลน. เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือโดยทางอื่นใด ทั้งนี้ “บริษัท” ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาของรายงานฉบับนี้

Comments

comments