สหรัฐฯ

เริ่มต้นมา 10 วันทำการ S&P500 ร่วงไป -6.8% สามารถการปรับฐานเกิดจาก นักลงทุนเริ่มกังว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน จะกลับมาส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในภาพรวมขนาดไหน พิจารณาจากการซื้อหุ้นคืนของผู้บริหาร (Buyback Share) ในสหรัฐฯ ข้อมูลช่วงสิ้น 3Q2015 ที่ผ่านมา มีมูลค่าราวๆ $561billion ซึ่งเป็นการซื้อมากสุดนับตั้งแต่ปี 2007 แต่เพราะเข้าฤดูประกาศผลประกอบการ ทำให้ ณ ตอนนี้ บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่เข้าสู่ Blackout Period ผู้บริหาร และพนักงานห้ามซื้อขาย ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า หลังจากวันที่ 5 ก.พ. บริษัทจดทะเบียนใน S&P500 มากกว่า 75% จะหมด Blackout Period

Capture
คาดว่า หากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังออกมาดี จะทำให้หลังวันที่ 5 ก.พ. น่าจะมีแรงซื้อกลับจากผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเข้ามาช่วยหนุนดัชนีได้ แต่ในระยะสั้น ตลาดน่าจะยังกังวลกับปัจจัยลบที่รุมล้อม ณ ตอนนี้ ทำให้ความผันผวนในระยะสั้นและในสัปดาห์นี้ยังคงมีอยู่

มุมมองการลงทุน : เนื่องจาก Valuation ที่แพงของราคาหุ้นโดยรวม ดังนั้น การมีข่าวร้ายมากระทบระยะสั้น จึงทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯผันผวนตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆรอบโลก ทั้งนี้การค่อยๆทยอยขึ้นดอกเบี้ย จะไม่ทำให้ตลาดตกใจ และเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมลงทุนได้หากมีการปรับฐานลงมาแรงๆในบางช่วง แต่เรายังมองว่า มีโอกาสในการลงทุนภูมิภาคอื่นมากกว่า เช่นเดิม


ยุโรป

ข้อมูล Consensus มีการปรับลดประมานการกำไรบริษัทจดทะเบียนลงจากเดิม 8% เหลือ 4% สาเหตุหลักมาจาก การที่นักวิเคราะห์มองว่า ค่าเงินยูโร (EUR) จะไม่อ่อนค่าเร็ว เนื่องจากเฟดจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยและไม่ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ (USD) แข็งค่าเร็วเกินไป  ทั้งนี้สิ่งที่เราเฝ้าจับตาคือ การที่ดัชนี STOXX600 ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 13 เดือน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า เศรษฐกิจยุโรปจะชะลอตัวอีกครั้งCapture09

อย่างไรก็ตาม วันพฤหัสฯนี้ ECB จะมีการประชุมดอกเบี้ยนโยบาย เราจะติดตามหาก ECB มีการส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลังจากนี้ จะถือเป็นปัจจัยเชิงบวกระยะสั้นทันที

มุมมองการลงทุน : จากก่อนหน้านี้ ที่เราคาดว่า EPS Growth โตได้ในช่วง 5-8% แต่ข้อมูล Consensus มีการปรับลดประมานการทั้งๆที่ผ่านมาแค่ 2 สัปดาห์ของปี 2016 ทำให้ Upside ของตลาดหุ้นยุโรป อาจปรับลดลง แต่เรามองว่า ยังมีโอกาสที่ ECB อาจพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นักลงทุนอาจกลับมาสนใจหุ้นกลุ่มส่งออก และชื่นชอบตลาดหุ้นยุโรปมากขึ้นอีกครั้ง เราจึงยังคงคำแนะนำ การลงทุนในยุโรป เป็นการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ


ญี่ปุ่น

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี TOPIX ปรับฐานลงต่อ ทำให้นับตั้งแต่ต้นปี 2016 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับฐานลงมาแล้ว -9.7% สาเหตุหลักๆเกิดจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว หลังนักลงทุนกังวลกับเศรษฐกิจโลก และมองว่าค่าเงินเยน เป็น Safe Haven ดึงเงินกลับเพื่อรักษาเงินต้นในช่วงที่ตลาดผันผวน

อย่างไรก็ตาม มุมมองระยะยาวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังดี

  1. Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือว่าน่าสนใจ ด้วย Forward P/E 12.6x และ P/BV 1.2x
  2. การพัฒนาของ Corporate Governance  ลดการถือครองหุ้นแบบ Croddholding และ เพิ่มธุรกรรม M&S รวมถึงการมี mindset ต้องการเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยบวกระยะยาว
  3. มีนโยบายการเงินสนับสนุน โดยมีงบประมาณ 1Q2016 ถึง ¥3.5 Trillion รวมถึงเงินอัดฉีดจากมาตรการ QQE

มุมมองการลงทุน : บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือว่ามีการเติบโตในแง่ของ ROE ดีที่สุดในบรรดากลุ่ม Developed Markets ด้วยกัน เรามองว่า BOJ ยังมีเครื่องมือ และมาตรการต่างๆที่สามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจหากจำเป็นจริงๆ แต่ทั้งนี้ในระยะสั้น การที่ค่าเงินเยนแข็งค่าค่อนข้าวเร็ว ทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงลบต่อธุรกิจส่งออก และการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น เราจะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากถ้าค่าเงินเยนยังแข็งค่าต่อ จะมีผลต่อ Sentiment ระยะสั้นให้นักลงทุนเร่งขายหุ้นออก แนะนำ ชะลอการลงทุนในระยะสั้น แต่ระยะยาวเรายังมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น


เอเชีย

ตลาดห้นจีนยังคงทำตัวเป็นผู้ร้ายในการปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกรอบนี้ โดยสัปดาห์ฺที่ผ่านมา A Share และ H Share ปรับตัวลดลงไป 7% และ 5% ตามลำดับ โดยหุ้นกลุ่ม Commodities นำโดยกลุ่มพลังงาน ถือเป็นกลุ่มที่ฉุดตลาดมากที่สุด สิ่งที่น่าสังเกตุต่อก็คือ มูลค่าการซื้อขายต่อวันของตลาดหุ้นจีน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลงเหลือเพียง $93 Billion ต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1 ปีถึงครึ่งหนึ่ง สะท้อนว่า ตลาดเริ่มเข้าสู่ Bear Market เต็มตัว นักลงทุนเิร่มไม่มีความกล้าในการลงทุน โดยวันอังคารนี้ จีนจะประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ตลาดคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 6.8% หากต่ำกว่านั้น เรามองว่า จะมีแรงขายเกิดขึ้นทั่วตลาดเอเชียอีกรอบในช่วงที่เหลือของสัปดาห์

Market

มุมมองการลงทุน : เรามองว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของค่าเงินหยวนจะเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้ ซึ่งหากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องและเงินหยวนมีการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง คำแนะนำของเราคือการทยอยลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นจีนลง และอาจมีการลดสัดส่วนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญหากราคาน้ำมันทุกประเภทหลุดทุกแนวรับสำคัญ แต่ยังคงน้ำหนักการลงทุนในอินเดีย เนื่องจากเป็นประเทศที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการที่ราคาน้ำมันตกต่ำ


ไทย

เข้าช่วงประกาศกําไร 4Q2015 เริ่มโดยกลุ่มธนาคาร อาจทำให้ตลาดฟื้นตัวได้บ้าง แต่ความเสี่ยงหลัก ยังเป็น External Factor จากต่างประเทศ สัปดาห์ที่ผ่านมา SET แกว่งผันผวนตามการเคลือนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศ ขณะทีปลายสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบมีการปรับฐาน เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอีกระดับ เช่นเดียวกับ Market EPS ของ SET ปี 2016, 2017 ที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องอีก 0.33%w-w สู่ 101.29, 113.33 ตามลําดับ (ข้อมูลจาก Bloomberg Consensus) โดยพบว่า Sector ที consensus ปรับลดกําไรปี 16 มากสุด คือ Petro, Communication, Food ปรับลด -2.6%, -2.3%, -1% ตามลําดับ

มุมมองการลงทุน : ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังถือว่าไม่ค่อยดีนัก แต่น่าจะฟื้นตัวได้ช้าๆหลังจากผ่านไตรมาส 2/2016 ไป โดยสัญญาณเชิงบวกที่เราเห็นคือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเริ่มปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เมื่อรวมกับ Valuation ณ ปัจจุบัน เทรดที่ P/BV 1.7x (เฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง 1.9x) ถือว่า อยู่ในโซนที่ถูกแล้ว แต่ด้วยเรายังไม่เห็นโมเมนตั้มเชิงบวกในระยะสั้น ทำให้เชื่อว่า หุ้นไทยยังมีโอกาสปรับฐานต่อ โดยมีโซนทยอยซื้อคือ 1,210 – 1,250 จุด


 

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solutions

Important disclosures
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย บลน.อินฟินิติ  “บริษัท” ข้อมูล และบทความ รวมถึงการแสดงความเห็นทั้งหลายที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานแหล่งข้อมูลที่เปิดเผย และพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุน ซึ่งข้อมูลจากการวิเคราะห์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ลงทุน และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ บลน. เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือโดยทางอื่นใด ทั้งนี้ “บริษัท” ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาของรายงานฉบับนี้

Comments

comments