สหรัฐฯ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดบวกไป +1.8% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่บวกได้ดีที่สุดคือ Consumer Discretionary บวกได้ถึง +3.3% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดคือ กลุ่ม Energy -0.3% ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปี กลุ่ม Cyclicals หรือหุ้นวัฎจักรในตลาดหุ้นสหรัฐฯติดลบไปถึง -9.3% เมื่อเทียบกับ Global Cyclicals ซึ่งติดลบไป -4.4% แสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯเริ่มเผชิญแรงขายกดดันตลาดมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาบ้างแล้ว

Capture

รูปประกอบที่ 1 : Sector Baskets – ผลตอบแทนรายอุตสาหกรรมเปรียเทียบกับดัชนี S&P500
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

ถ้าเราพิจารณาข้อมูลกองทุนรวมในสหรัฐฯที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯเท่านั้น จะพบว่า นับตั้งแต่ต้นปี มีกองทุนที่สามารถชนะดัชนีได้ไม่ถึง 30% และมีเพียง 1% เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ในขณะที่กองทุนประเภท Global Macro หรือลงทุนกระจายความเสี่ยงทั่วโลก ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +2% นับตั้งแต่ต้นปี สิ่งนี้สะท้อนมุมมองของเราที่มีมาก่อนว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯมีราคาทางแพงกว่าปัจจัยพื้นฐาน และกำลังเผชิญกับแรงขายจากนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน และการกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเงินของเฟดยังไม่ชัดเจนและมีความไม่แน่นอนสูง

มุมมองการลงทุน : นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตลดหุ้น Growth Stock ออกจากพอร์ตอีกครั้ง และให้น้ำหนักใน Value Stock แทน สาเหตุมาจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ทำให้การคาดการณ์กำไร และการเติบโตของบริษัทในอนาคต ไม่มีความชัดเจน เราแนะนำให้ นักลงทุนระมัดระวังในการทยอยสะสมการลงทุนออกไปก่อน เพื่อดูทิศทางและความเห็นของธนาคารกลางต่อมุมมองทางเศรษฐกิจ


ยุโรป

STOXX Europe 600 ปิดลบไป -0.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมีการปรับประมานการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนลงอีก 4.5% ในเดือน ก.พ. หลังเกินกว่า 90% ของบริษัทจดทะเบียนประกาศผลการดำเนินงานปี 2015 ซึ่งจริงๆแล้ว ผลประกอบการออกมาใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่มุมมองต่อเศรษฐกิจในปีนี้นั้น ภาพดูจะมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งปัญหาราคาน้ำมันทรงตัวในระดับต่ำนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และความเสี่ยงเรื่องของการที่อังกฤษจะทำประชามติว่า จะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือไม่ (Brexit)

ล่าสุด Consensus ให้ EPS Growth ของ STOXX Europe 600 ปี 2016 และ 2017 ที่ 2.9% และ 13% โดยมองว่า Sale Growth ปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.2% เท่านั้น ทำให้ Forward P/E ขึ้นมาอยู่ที่ 14.3% ซึ่งเกินระดับ S.D. +1 เล็กน้อย สะท้อนว่า ราคาหุ้น ณ ปัจจัยยังถือว่ามูลค่าแพงอยู่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับในอดีต

Forward PE

รูปประกอบที่ 2 : Valuation Ranges (MSCI Regions) 10 ปีย้อนหลัง
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่า การที่อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนร่วงลงสู่แดนลบ อาจเป็นการเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ในการประชุมนโยบายในวันที่ 10 มี.ค. ที่จะถึงนี้ โดยมีเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปในระดับ 2% ได้ในระยะยาว ซึ่งจนถึงตอนนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่า ECB อาจทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่นำเงินมาฝากไว้ที่ ECB จากขณะนี้ที่ระดับ -0.3% ให้ติดลบมากขึ้น ซึ่ง INFINITI เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง แต่ตลาดอาจไม่ตอบรับในเชิงบวก เนื่องจาก การดำเนินนโญบายดอกเบี้ยติดลบ มีความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะยาว

มุมมองการลงทุน : จากความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้กำกับนโยบาย เราจึงยังคงคำแนะนำ การลงทุนในยุโรป เป็นการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ โดยจากการกระจายตัวของผลตอบแทนพบว่า ตลาดเลือกที่จะเสี่ยงแบบปลอดภัยมากขึ้น และมองเรื่อง Valuation มากกกว่าเดิม เพราะ EPS Growth มีความเสี่ยงโดยปรับลดลงใน 12 เดือนข้างหน้า


ญี่ปุ่น

การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบเป็นครั้งแรก เพื่อหวังกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้น กลับสร้างความปั่นปวน และความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในตลาดทุน เพราะนักลงทุนกังวลว่า นโยบายนี้ มีความเสี่ยง และอาจไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดจากกับดักเงินฝืดได้ ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% มีแนวโฯ้มว่าจะไปถึงเป้าหมายที่ 2.0% ช้ากว่าที่ BOJ คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมาหดตัว -4.4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาคครัวเรือนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เพิ่มการเก็บออม เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเงินของประเทศ

อย่างไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือว่ามีการเติบโตในแง่ของ ROE ดีที่สุดในบรรดากลุ่ม Developed Markets ด้วยกัน

Capture02

รูปประกอบที่ 3 : คาดการณ์ดัชนีเป้าหมาย และผลตอบแทนคาดหวังในอีก 12 เดือนข้างหน้าของดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญ
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

มุมมองการลงทุน : ความเสี่ยงในการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นสูงขึ้น แต่หากสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆในโลกปีนี้ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อนโยบายดังกล่าว ถือเป็นหัวใจกำหนดทิศทางการลงทุนในญี่ปุ่นหลังจากนี้ เราแนะนำว่า รอดูผลการประชุม BOJ กลางเดือน มี.ค. และประเมินสถานการณ์อีกครั้ง


เอเชีย

บริษัทจดทะเบียนในเอเชียรายงานผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ถึงครึ่งหนึ่ง โดยทั้งปี 2015 กำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้าถึง -8% yoy และยังมีความเสี่ยงถูกปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2016 ต่อเนื่อง ล่าสุด Consensus มอง EPS Growth ปี 2016 และ 2017 อยู่ที่ 4% และ 11% สาเหตุหลักมาจาก การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน และการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ทำให้การค้าขายระหว่างประเทศชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นคือ การอ่อนค่าของค่าเงินประเทศในเอเชีย จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้จริงหรือไม่? เรามองว่า การอ่อนค่า จะช่วยพยุงให้การส่งออกไม่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะการส่งออกของประเทศ เกาหลีใต้, ไต้หวัน และอินเดีย ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้านวัตกรรม มีความสามารถในการแข่งขันและสร้าง Value Added ได้ ขณะที่เราเชื่อว่า การอ่อนค่าของค่าเงินในประเทศอื่นๆ อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อการส่งออกมากนัก เนื่องจากเป็นการรับจ้างผลิตสินค้าต่อ ได้ Margin ต่ำ รวมถึงการที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินหยวนมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่อง จะทำให้ส่งออกไปยังตลาดจีนมีความลำบากมากขึ้น

Real GDP

รูปประกอบที่ 4 : GDP Growth ของประเทศในเอเชีย, จีน ,ไต้หวัน และเกาหลีใต้
ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research

มุมมองการลงทุน : ยังคงคำแนะนำ ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นจีน และคงสัดส่วนการลงทุนใน H Share ไม่เกิน 7.5% เท่านั้น โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจพัฒนาในทางที่ดีขึ้น จากการลด RRR และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติลดลง ค่อยเป็นโอกาสในการกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง


ไทย

หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2015 ที่ผ่านมา ไทย เป็นหนึ่งในสองประเทศที่โดนปรับลดประมานการณ์กำไรสุทธิในปี 2016 ลงมากที่สุด โดยลดลง -15% (อีกประเทศคือ ออสเตรเลีย โดนปรับลด -13%) โดยหลักๆมาจากกลุ่ม Commodities Sector และกลุ่ม Energy Sector ซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างสูงในตลาดหุ้นทั้งสองตลาด ทั้งนี้ มุมมองนักวิเคราะห์เริ่มเห็นความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับต่ำต่อไปในระยะเวลาที่นานกว่าเดิม

INFINITI เชื่อว่า กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้ หากผลการประชุม FOMC ในเดือน มี.ค. นี้ มีการส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเมื่อรวมกับ การที่ ECB และ BOJ อาจดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่นการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ อาจจะทำให้ มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินไทยในระยะสั้น และดันให้ตลาดหุ้นไทยทรงตัวเหนือบริเวณ 1,300 – 1,350 จุดได้

มุมมองการลงทุน : จากอัพเดทครั้งก่อน เรามองว่า หุ้นไทยมีโอกาสขึ้นมาทดสอบ 1,340 จุด เรามองว่า มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่ดัชนีจะผ่านแนวต้านนี้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า หากได้ปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางสำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นนี้ น่าจะเป็นจังหวะให้ทยอยลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทยลง เนื่องจากระยะยาวยังมีความเสี่ยงที่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนจะยังชะลอตัวอยู่


 

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solutions

Important disclosures
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย บลน.อินฟินิติ  “บริษัท” ข้อมูล และบทความ รวมถึงการแสดงความเห็นทั้งหลายที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานแหล่งข้อมูลที่เปิดเผย และพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุน ซึ่งข้อมูลจากการวิเคราะห์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ลงทุน และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ บลน. เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือโดยทางอื่นใด ทั้งนี้ “บริษัท” ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาของรายงานฉบับนี้

Comments

comments