สหรัฐฯ

สหรัฐฯเพิ่งประกาศ GDP ไตรมาส 3/2015 ออกมาอยู่ที่ 2.0% QoQ จากที่ตลาดคาดการณ์ง่าน่าจะอยู่ที่ 1.9% แต่ถือว่าน้อยกว่าประมาณการครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.1% ทั้งนี้ เมื่อลองดูในรายละเอียด เราจะเห็นชัดเจนว่า การชะลอตัวของ GDP นั้นเกิดจากการหดตัวจากฝั่งการลงทุนภาคเอกชน -0.7% QoQ รวมถึงตัวเลข Net Export Import ที่ลดลงเป็นติดลบ -0.3% QoQ ซึ่งปัจจัยกดดันมาจาก การชะลอตัวของตลาดโลกโดยรวม และการที่ค่าเงินดอลล่าร์อยู่ในโซนแข็งค่ากว่าค่าเฉลี่ย 1 ปีย้อนหลัง แต่ทั้งนี้ การบริโภคภายในประเทศซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 2 ใน 3 ของ GDP ยังถือว่าเติบโตได้ดีในระดับ 3.0% QoQ

ในส่วนการลงทุนภาครัฐฯ ขยายตัวอยู่ที่ 1.8% QoQ แต่น่าจะเร่งตัวขึ้นได้ในปี 2016 นี้ หลังสภาคองเกรสผ่านร่างงบประมาณเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อค่อยๆทยอยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.4% QoQ ตามความเห็นหลังการประชุมเฟดที่มองว่า มีสัญญาณเงินเฟ้อฟื้นตัวอ่อนๆ

มุมมองการลงทุน : เศรษฐกิจสหรัฐฯถือว่าฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง เมื่อเทียบกับยุโรป และญี่ปุ่น ที่ยังคงต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐฯอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขุึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าจะเป็นการขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจาก Valuation ที่แพงของราคาหุ้นโดยรวม และการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยของดัชนี S&P500 ในปี 2015 ที่ผ่านมา หลักๆมาจากหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม Technology และ Healthcare Sector ไม่กี่ตัวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การค่อยๆทยอยขึ้นดอกเบี้ย จะไม่ทำให้ตลาดตกใจ และเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมลงทุนได้หากมีการปรับฐานลงมาแรงๆในบางช่วง แต่เรายังมองว่า มีโอกาสในการลงทุนภูมิภาคอื่นมากกว่า


ยุโรป

ตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาตั้งแต่ปี 2011 หลักๆมาจาก P/E Multiple Expansion บวกกับสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ และการมี QE ทำให้นักลงทุหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมาลงทุนในหุ้น จนถึงตอนนี้ ถือว่าเศรษฐกิจยุโรป ค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่ตลาดอาจจะผิดหวังเล็กน้อย เมื่อการประชุม ECB รอบที่ผ่านมา ที่ประชุมส่งสัญญาณแล้วว่า อาจไม่ต้องการขยายวงเงิน QE เพิ่ม ทำให้การปรับตัวขึ้นจาก P/E Multiple หลังจากนี้น่าจะเป็นไปได้ยากมากขึ้น น้ำหนักจึงกลับมาที่ว่า เศรษฐกิจยุโรปดีขึ้นจริงหรือเปล่า และกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนจะโตได้ตามเศรษฐกิจที่ค่อยๆโตได้จริงหรือไม่

มุมมองการลงทุน : คาดว่า GDP Growth ของกลุ่มยูโรโซน จะเติบโตได้ในอัตราต่ำกว่า 2% และ EPS Growth โตได้ในช่วง 5-8% แปลว่า ตลาดน่าจะยังมี Upside จากประมาณการของเรา และอาจหวังมี Positive Surprise ได้ ในกรณีที่ หากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด แล้วทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลยูโร นักลงทุนอาจกลับมาสนใจหุ้นกลุ่มส่งออก และชื่นชอบตลาดหุ้ยยุโรปมากขึ้นอีกครั้ง เราจึงยังคงคำแนะนำ การลงทุนในยุโรป เป็นการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ


ญี่ปุ่น

เราเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในหลายด้าน

  1. การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ประกาศในเดือน พ.ย. ร่วงลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ -2.9% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. อยู่ที่ -2.4%
  2. ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ย. ก็หดตัว -1.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ยังขยายตัว +1.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  3. ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. ติดลบ -2.5% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. -2.9%

ทั้งหมด 3 ข้อนี้ สะท้อนว่า การบริโภคภายในประเทศของญี่ปุ่นเอง ยังน่าเป็นห่วง และผลผลิตอุตสาหกรรม กลับกลายเป็นหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 เดือน  ซึ่งส่งสัญญาณว่า BOJ อาจต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากจำเป็น

มุมมองการลงทุน : บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ถือว่ามีการเติบโตในแง่ของ ROE ดีที่สุดในบรรดากลุ่ม Developed Markets ด้วยกัน ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรการกระตุ้น และส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการบริหารงาน รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆนั้นเอง เรามองว่า BOJ ยังมีเครื่องมือ และมาตรการต่างๆที่สามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจหากจำเป็นจริงๆ บวกกับแนวโฯ้มค่าเงินเยนที่อ่อนค่า จะส่งผลให้ผู้ส่งออกได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงหุ้นประเภท Global Cyclical} Commodity เน้นหุ้นกลุ่ม Defensive และ Small Cap ที่เติบโตภายในประเทศเป็นหลัก


เอเชีย

ปัจจัยกดดันที่สำคัญ ยังคงเป็นเรื่องราคาสินค้า Commodity ตกต่ำ และเศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัว ล่าสุด จีนประกาศตัวเลข PMI Manufacturing เดือน ธ.ค. อยู่ที่ 48.2 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 จุด และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 48.9 ความกังวลจึงยังกลับมาปกคลุมตลาดหุ้นเอเชียในระยะสั้นอยู่ และการที่ กลต.จีน ส่งสัญญาณว่า มีโอกาสผ่อนปรนกฎการห้ามขาย Short หุ้น ทำให้นักลงทุนกังวลกันว่า จะเกิดแรงขายอีกหรือไม่เมื่อมองในภาพรวมว่าเศรษฐกิจจีนยังมีความเสี่ยงอยู่ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ เลือกที่จะเคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดหุ้นจีนเช่นเดียว แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ปัจจัยกดดันการลงทุนในเอเชีย ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง ทั้งในแง่ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และเกิดขึ้นของคู่แข่งรายใหม่ ๆ และสงครามค่าเงิน น่าจะทำให้ EPS Growth โดยรวมของตลาดหุ้นเอเชียโตไม่เกินระดับ 5-6% ซึ่งถือว่าน้อยกว่ายุโรป และญี่ปุ่น

มุมมองการลงทุน : หุ้นในตลาดหุ้นอินเดีย ถือว่าได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ตกต่ำ บวกกับ การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย เราไม่คิดว่า จะมีประเทศใดในเอเชียที่สามารถขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐฯได้จนกว่าจะผ่านไตรมาส 4/2016 ไป ซึ่งน่าจะทำให้ความผันผวนในตลาดทุนปี 2016 นั้นต่ำกว่าในปี 2015 พอสมควร ดังนั้น เราแนะนำให้กลับมาเน้นมองที่ปัจจัยพื้นฐาน เลือกหุ้นขนาดใหญ่ มี Market Share สูง และทนทานในยามที่เศรษฐกิจผันผวน รวมถึงหุ้นจีนใน H Share ซึ่งมีมูลค่าถูกกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นโดยเปรียบเทียบ


ไทย

ธปท. ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2015 เป็น +2.8% จากเดิม +2.7% แต่ในปี 2016 ลดลงจากเดิม +3.5% จากเดิม 3.7% หลักๆ ที่มองว่าปี 2016 อัตราการเติบโตมีโอกาสชะลอตัวลง สาเหตุเพราะ ความเสี่ยงจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีน และในเอเชียทั้งหมด รวมถึงปัจจัยภัยแล้ง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากกว่าปี 2015 ทั้งนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีช่วงปีใหม่ เรามองว่า ไม่น่าจะมีผลให้เกิดโมเมนตั้มในระยะกลางต่อเนื่องได้ เนื่องจากวงเงินในการลดหย่อนต่อ 1 คน ถือว่าเป็นจำนวนไม่มากนัก 

มุมมองการลงทุน : ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังถือว่าไม่ค่อยดีนัก แต่น่าจะฟื้นตัวได้ช้าๆหลังจากผ่านไตรมาส 2/2016 ไป โดยสัญญาณเชิงบวกที่เราเห็นคือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเริ่มปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เมื่อรวมกับ Valuation ณ ปัจจุบัน เทรดที่ P/BV 1.7x (เฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง 1.9x) ถือว่า อยู่ในโซนที่ถูกแล้ว แต่ด้วยเรายังไม่เห็นโมเมนตั้มเชิงบวกในระยะสั้น ทำให้เชื่อว่า หุ้นไทยยังมีโอกาสปรับฐานต่อ โดยมีโซนทยอยซื้อคือ 1,210 – 1,250 จุด


 

INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solutions

Important disclosures
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย บลน.อินฟินิติ  “บริษัท” ข้อมูล และบทความ รวมถึงการแสดงความเห็นทั้งหลายที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานแหล่งข้อมูลที่เปิดเผย และพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุน ซึ่งข้อมูลจากการวิเคราะห์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ลงทุน และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ บลน. เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือโดยทางอื่นใด ทั้งนี้ “บริษัท” ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาของรายงานฉบับนี้

Comments

comments